ฟรีวีซ่า 15 วัน・มารยาทที่ต่างจากไทย・เที่ยวหิมะครั้งแรก・คืนภาษีระบบใหม่・แอปเตือนแผ่นดินไหว・ไหว้พระวัดพุทธ VS ศาลเจ้าชินโต — รวมทุกเรื่องที่คนไทยอยากรู้ก่อนไปญี่ปุ่นครั้งแรก
ลงเครื่องแล้วต้องใช้ Google Maps และแอปแปลภาษาทันที eSIM ติดตั้งได้ตั้งแต่อยู่ที่ไทย ไม่ต้องต่อแถวรับซิมที่สนามบิน ไม่ต้องพกเข็มจิ้มถาดซิม
ปี 2025 มีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น 1.23 ล้านคน และใช้จ่ายรวมสูงถึง 252,700 ล้านเยน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการฟรีวีซ่าที่ทำให้ตัดสินใจไปได้แบบไม่ต้องวางแผนล่วงหน้านาน
ผู้ถือพาสปอร์ตไทยแบบมีไบโอเมตริกซ์เข้าญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้สูงสุด 15 วันต่อครั้ง และมาตรการนี้ถูกต่ออายุไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2027 แล้ว แปลว่าปีนี้อยากจองตั๋วแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานก็ยังทำได้
กรอกข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรผ่านเว็บ Visit Japan Web ล่วงหน้าที่บ้าน ถึงสนามบินแค่โชว์ QR Code ไม่ต้องกรอกกระดาษให้เสียเวลา แนะนำทำก่อนเดินทางอย่างน้อย 1-2 วัน
ด่านตรวจคนเข้าเมืองอาจถามจุดประสงค์การเดินทาง ที่พัก และวันเดินทางกลับ ควรมีตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่อยู่โรงแรม และงบประมาณคร่าวๆ พร้อมตอบ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เป็นเอกสาร แต่ควรมีในโทรศัพท์ให้เปิดดูได้ทันที
การอยู่เกินกำหนด (overstay) แม้เพียงไม่กี่วันก็อาจถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศในอนาคต ควรนับวันให้แม่นยำตั้งแต่วันที่เข้าประเทศ และตั้งอเลิร์มเตือนวันเดินทางกลับไว้ล่วงหน้า
ฮอกไกโดคืออันดับ 1 ที่คนไทยอยากไปมากที่สุดต่อเนื่องหลายปี เพราะอากาศหนาวและหิมะคือสิ่งที่หาไม่ได้ในประเทศไทย แต่การไปเที่ยวหิมะครั้งแรกมีเรื่องต้องรู้ก่อนไปหลายอย่าง
คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเจออากาศต่ำกว่า 5 องศา วิธีที่ถูกคือใส่เสื้อหลายชั้นบางๆ (เสื้อในกันความร้อน + เสื้อกันลม + เสื้อโค้ทกันหนาว) ดีกว่าเสื้อหนาตัวเดียว เพราะปรับตามอุณหภูมิในร้านที่มีฮีตเตอร์ได้ ถุงเท้าหนาและรองเท้ากันลื่นพื้นเป็นของจำเป็น ไม่ใช่แค่ตัวเลือก
ถนนที่มีน้ำแข็งเกาะ (เรียกว่า tsuruttsuru) ทำให้คนไทยหกล้มบ่อยที่สุดในทริปหิมะครั้งแรก เทคนิคง่ายๆ คือเดินก้าวสั้นๆ เท้าแบนราบกับพื้นเหมือนเพนกวิน อย่าก้าวยาวหรือรีบ ถ้าไปฮอกไกโดหรือโทโฮคุช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ. ควรหารองเท้าพื้นยางกันลื่นแบบมีปุ่มมาสวมทับได้
ฮอกไกโดครองอันดับ 1 ที่คนไทยอยากไปมากที่สุดติดต่อกันหลายปี เพราะมีหิมะหนาและเทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าไม่อยากบินไกลถึงฮอกไกโด โทโฮคุ (อาโอโมริ อากิตะ) หรือแม้แต่เขาภูเขาไฟฟูจิและนากาโนก็มีหิมะให้เห็นและเล่นได้ในช่วงเดียวกัน
การแช่น้ำร้อนกลางแจ้ง (โรเทนบุโระ) ท่ามกลางหิมะตกเป็นสิ่งที่ไม่มีในไทย แต่ต้องรู้กฎก่อนไป: ต้องเปลือยกายล้วนๆ ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำ ต้องล้างตัวให้สะอาดก่อนลงบ่อ และผมยาวต้องมัดไม่ให้สัมผัสน้ำ
ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีมารยาทละเอียดมาก แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งรอยยิ้ม” แต่รายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างต่างกันจนอาจทำเก้อได้โดยไม่ตั้งใจ
คนไทยมักทิปพนักงานเพื่อแสดงความขอบคุณ แต่ที่ญี่ปุ่นการให้ทิปถือเป็นเรื่องผิดปกติและอาจทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด ราคาที่เห็นบนเมนูรวมค่าบริการที่ดีที่สุดไว้แล้ว ไม่ต้องวางเงินเพิ่มบนโต๊ะ
ต่างจากรถทัวร์หรือรถไฟไทยที่คุยโทรศัพท์เสียงดังได้ปกติ บนรถไฟญี่ปุ่นควรตั้งโทรศัพท์เป็นโหมดสั่นและหลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์ พูดคุยกับเพื่อนก็ควรใช้เสียงเบาที่สุด บางตู้มีพื้นที่ 'priority seat' สำหรับผู้สูงอายุและคนท้องที่ควรเว้นให้
ญี่ปุ่นมีถังขยะสาธารณะน้อยมากเมื่อเทียบกับไทย ซื้อขนมหรือเครื่องดื่มจากตู้กดหรือร้านสะดวกซื้อแล้วถ้าไม่เจอถังทิ้ง ให้พกถุงพลาสติกเล็กๆ ใส่ขยะไว้ก่อนแล้วทิ้งตอนกลับโรงแรม การแยกขยะ (เผาได้ / รีไซเคิล / ขวดกระป๋อง) ก็เป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นถือจริงจังมาก
การกินอาหารหรือขนมไปด้วยเดินไปด้วยถือว่าไม่สุภาพในหลายพื้นที่ ควรกินให้จบข้างร้านหรือหาที่นั่งก่อน ส่วนการสูบบุหรี่นอกเขตที่กำหนด (สูบเดินได้) มีโทษปรับในหลายเมือง เช่น โตเกียว ต้องหาพื้นที่สูบบุหรี่ที่มีป้ายกำกับเท่านั้น
ในโตเกียวและโอซาก้ามีธรรมเนียมยืนชิดด้านหนึ่งของบันไดเลื่อนเพื่อเปิดทางให้คนที่รีบเดินผ่าน (โตเกียวยืนซ้าย โอซาก้ายืนขวา) ถ้ายืนเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มบังทางทั้งบันไดจะถูกมองว่าไม่มีมารยาท
คนไทยหลายคนมีรอยสักโดยไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา แต่ออนเซ็นและสปาญี่ปุ่นดั้งเดิมจำนวนมากยังห้ามคนมีรอยสักลงบ่อ (เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์กลุ่มยากูซ่า) ควรเช็กเว็บไซต์ของออนเซ็นล่วงหน้าว่ามีนโยบาย 'tattoo friendly' หรือมีสติกเกอร์ปิดรอยสักให้บริการหรือไม่ ก่อนเสียเวลาเดินทางไปถึงแล้วเข้าไม่ได้
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเหมือนคนญี่ปุ่นจำนวนมาก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งวัดพุทธและศาลเจ้าชินโตอยู่คู่กัน วิธีไหว้และมารยาทต่างกันคนละแบบ รู้ไว้ก่อนไปจะได้ไหว้ถูกที่ถูกวิธี
วัดพุทธญี่ปุ่นมีรากเดียวกับไทยคือศาสนาพุทธ จึงคุ้นเคยเรื่องถอดรองเท้าก่อนเข้าอาคารและการไหว้พระ แต่ต่างจากไทยคือแทบไม่มีการใส่บาตรพระตอนเช้าแบบที่เห็นทั่วไปในไทย และรูปแบบสถาปัตยกรรมเน้นไม้สีเข้มเรียบง่ายกว่าวัดไทยที่มีสีทองและกระเบื้องสีสันจัดจ้าน
ศาลเจ้าที่มีเสาโทริอิสีแดงหรือไม้เรียบไม่ใช่วัดพุทธ แต่เป็นศาลเจ้าชินโต ความเชื่อพื้นเมืองของญี่ปุ่นที่บูชาเทพเจ้าธรรมชาติ (คามิ) วิธีไหว้ต่างจากวัดไทยโดยสิ้นเชิง: ล้างมือและปากที่บ่อน้ำ Temizuya ก่อนเข้า จากนั้นโค้ง 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง อธิษฐาน แล้วโค้งอีก 1 ครั้ง (เรียกว่า นิเรอิ-นิฮาคุชู-อิจิเรอิ)
โอมิคุจิคือเซียมซีทำนายดวงที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น (บางที่มีภาษาอังกฤษ) ถ้าออกดวงไม่ดีให้ผูกทิ้งไว้ที่ราวเชือกในศาลเจ้าเพื่อ 'ปัดเป่า' ไม่ต้องเก็บกลับบ้าน ส่วนเอมะคือแผ่นไม้เล็กๆ เขียนคำอธิษฐานแขวนไว้ ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีธรรมเนียมแบบเดียวกันในวัดไทย ลองทำได้ ถือเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนุกด้วยได้ไม่ผิดมารยาท
ส่วนใหญ่ถ่ายรูปนอกอาคารและบริเวณศาลเจ้า/วัดได้ตามปกติ แต่ภายในอาคารหลักที่ประดิษฐานพระประธานหรือเทพเจ้าหลายแห่งห้ามถ่ายภาพหรือห้ามใช้แฟลช ให้สังเกตป้ายห้ามถ่ายรูป (ไอคอนกล้องมีเส้นขีดทับ) ก่อนเสมอ
7-11, FamilyMart, LAWSON มีในไทยอยู่แล้ว แต่ของขายและวิธีใช้บริการที่ญี่ปุ่นต่างกันพอสมควร รู้ไว้ก่อนจะได้ไม่พลาดของอร่อยและไม่งกๆ เก้ๆ หน้าเคาน์เตอร์
คนไทยคุ้นเคย 7-11 อยู่แล้ว แต่ของขายในสาขาญี่ปุ่นต่างกันมาก ที่ไม่ควรพลาดคือข้าวปั้นโอนิกิริ (เริ่มต้น 120-180 เยน) แซนวิชไข่ทามาโกะซันโด ที่สื่อต่างชาติยกให้เป็น 'ของลับในร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น' และโอเดง (ของต้มในน้ำซุปหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ช่วงหน้าหนาว)
ถ้าซื้อเบนโตะหรือของที่ต้องอุ่น พนักงานจะถามว่า 温めますか (Atatamemasu ka - จะอุ่นไหม) แค่พยักหน้าหรือพูดว่า はい (Hai - ค่ะ/ครับ) ก็พอ ไม่ต้องเกร็ง เหมือนที่ 7-11 ไทยก็มีบริการอุ่นไมโครเวฟให้เหมือนกัน
บัตรเดบิต/เครดิตต่างชาติ (Visa, Mastercard, JCB, UnionPay) ใช้กดเงินสดที่ตู้ Seven Bank ในร้าน 7-11 ได้สะดวกที่สุด เปิด 24 ชม. มีเมนูภาษาไทยและอังกฤษให้เลือก ดีกว่าตู้ ATM ธนาคารทั่วไปที่มักไม่รับบัตรต่างชาติ
สินค้าสกินแคร์และยาสามัญแบรนด์เดียวกันราคาต่างกันได้ในแต่ละร้าน (Matsumoto Kiyoshi, Daikoku Drug, Don Quijote) ร้านในสนามบินมักแพงกว่าร้านในเมือง บางร้านมีคูปองลดราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลองถามพนักงานว่า 外国人 割引ありますか (Gaikokujin waribiki arimasu ka - มีส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวไหม)
ตั้งแต่พฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นเปลี่ยนระบบคืนภาษีทั้งประเทศเป็นแบบ “คืนเงินตอนออกนอกประเทศ” ขั้นตอนต่างจากที่คนไทยคุ้นเคยจากทริปก่อนหน้าพอสมควร
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นเปลี่ยนจากระบบ 'ลดราคาหน้าร้านทันที' เป็นระบบ 'คืนภาษีตอนออกนอกประเทศ' (Refund on Departure) นั่นคือจ่ายเต็มราคารวมภาษีตอนซื้อของในร้าน แล้วไปยื่นขอคืนเงินที่เคาน์เตอร์สนามบินตอนจะเดินทางกลับ
เพราะทุกคนต้องไปคืนภาษีที่เคาน์เตอร์สนามบินตอนออกจากประเทศ ช่วงเวลาเร่งด่วน (วันหยุดยาว ช่วงซากุระ ช่วงใบไม้แดง) คิวจะยาวมาก ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 90 นาที และเก็บใบเสร็จทุกใบ พาสปอร์ต และสลิปบัตรเครดิตไว้ให้ครบ อย่าเพิ่งแกะสินค้าปลอดภาษีมาใช้ก่อนออกนอกประเทศ
ร้านที่รับคืนภาษีจะติดสติกเกอร์ 'Japan. Tax-free Shop' หน้าร้าน ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา (Matsumoto Kiyoshi, Daikoku) และร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ (Bic Camera, Yodobashi) รับคืนภาษีแทบทุกสาขา แต่ร้านเล็กหรือร้านในตลาดอาจไม่รองรับ ถามก่อนซื้อว่า 免税 できますか (Menzei dekimasu ka - คืนภาษีได้ไหม)
สินค้าทั่วไป (เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า กระเป๋า) และสินค้าสิ้นเปลือง (เครื่องสำอาง อาหาร ยา) รวมกันต้องมียอดซื้อก่อนภาษีถึง 5,000 เยนขึ้นไปในร้านเดียวกันจึงขอคืนภาษีได้ ควรรวมของที่จะซื้อในร้านเดียวให้ครบยอดในครั้งเดียวจะสะดวกกว่าซื้อทีละนิด
ประเทศไทยแทบไม่มีแผ่นดินไหว คนไทยจึงมักกังวลเรื่องนี้มากที่สุดตอนไปญี่ปุ่น ความจริงคือเตรียมตัวง่ายๆ ก่อนเดินทางก็ลดความกังวลได้มาก
แอปเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าที่ดึงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นแบบเรียลไทม์ ตั้งพื้นที่ที่จะไปเที่ยว (โตเกียว โอซาก้า ฮอกไกโด) แล้วแอปจะแจ้งเตือนก่อนแรงสั่นสะเทือนมาถึงไม่กี่วินาทีถึงหลายสิบวินาที มีอินเทอร์เฟซหลายภาษาที่นักท่องเที่ยวใช้ง่าย
แอปทางการของหน่วยงานท่องเที่ยวญี่ปุ่น ครอบคลุมเตือนแผ่นดินไหว สึนามิ พายุไต้ฝุ่น และภูเขาไฟ พร้อมแผนที่จุดอพยพใกล้เคียง แนะนำโหลดและตั้งค่าพื้นที่/จำนวนวันเที่ยวก่อนออกเดินทางจากไทย
คนไทยไม่คุ้นกับแผ่นดินไหวเพราะประเทศไทยเกิดน้อยมาก แต่ที่ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวเบาๆ ที่รู้สึกได้เกิดขึ้นบ่อย อาคารและโครงสร้างมีมาตรฐานกันแผ่นดินไหวสูงมาก ทริปส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือรู้สึกแค่สั่นนิดหน่อย สิ่งที่ควรรู้คือถ้าสั่นแรงให้หลบให้ห่างจากกระจกและของที่อาจล้มทับ หมอบต่ำและรอจนสั่นหยุด
Suica / Pasmo คือบัตรเติมเงินสำหรับขึ้นรถไฟ รถบัส และจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อได้เหมือนบัตร Rabbit หรือ MRT ของไทยแต่ใช้ได้กว้างกว่ามาก ก่อนเดินทางลองผูกกับ Apple Wallet / Google Wallet แล้วเติมเงินด้วยบัตรเครดิตได้เลย ไม่ต้องต่อแถวซื้อบัตรที่สถานี
ผูกกับโทรศัพท์ได้ทันที ไม่มีความเสี่ยงบัตรหาย เงินไม่พอก็เติมด้วยบัตรเครดิตในแอปได้เลย
ซื้อได้จากตู้จำหน่ายที่สนามบินและสถานีหลัก ต้องวางเงินมัดจำ 500 เยน คืนบัตรก่อนกลับไทยเพื่อขอเงินมัดจำคืนได้ที่สถานี
ไม่ต้องพูดญี่ปุ่นคล่อง แค่จำประโยคเหล่านี้พร้อมท่าทาง พนักงานในย่านท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เข้าใจได้
คนไทยจำนวนไม่น้อยเป็นมุสลิม โดยเฉพาะภาคใต้ ถ้าต้องการข้อมูลร้านฮาลาล ห้องละหมาด และการหาอาหารฮาลาลในญี่ปุ่นแบบละเอียด ดูคู่มือเฉพาะทางของเราได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
สรุปวีซ่า คืนภาษี มารยาทสำคัญ และวลีภาษาญี่ปุ่นที่ใช้บ่อย รวมเป็นหน้าเดียว ส่งตรงถึงอีเมลคุณ ฟรี 100%
ไม่มีการส่งอีเมลโฆษณาอื่นๆ ส่งแค่คู่มือฉบับนี้เท่านั้น
ผู้ถือพาสปอร์ตไทยที่มีไบโอเมตริกซ์ (พาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์รุ่นปัจจุบัน) เข้าญี่ปุ่นเพื่อการท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้สูงสุด 15 วันต่อครั้ง มาตรการนี้ต่ออายุไปจนถึง 30 มิถุนายน 2027 แนะนำลงทะเบียน Visit Japan Web ล่วงหน้าเพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรได้เร็วขึ้น
ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงหิมะหนาแน่นที่สุด ฮอกไกโดคือจุดหมายอันดับ 1 ที่คนไทยอยากไปมากที่สุด เพราะมีเทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าไม่สะดวกบินไกล โทโฮคุหรือนากาโนก็มีหิมะให้เล่นในช่วงเวลาเดียวกัน
ซิมการ์ดจริงต้องไปรับที่เคาน์เตอร์สนามบินหรือสั่งล่วงหน้าแล้วไปรับพัสดุ ส่วน eSIM สามารถติดตั้งและเปิดใช้งานได้ตั้งแต่อยู่ที่ไทยก่อนขึ้นเครื่อง พอลงเครื่องที่ญี่ปุ่นก็ใช้เน็ตได้ทันทีไม่ต้องรอคิว ไม่มีความเสี่ยงเรื่องซิมหายหรือลืมเข็มจิ้มถาดซิม เหมาะกับทริประยะสั้นที่ไม่อยากเสียเวลา
ออนเซ็นและสปาแบบดั้งเดิมหลายแห่งยังห้ามคนมีรอยสักลงบ่อ เนื่องจากธรรมเนียมเก่าที่เชื่อมโยงรอยสักกับกลุ่มยากูซ่า แต่ปัจจุบันมีออนเซ็นจำนวนมากขึ้นที่เป็นมิตรกับรอยสัก หรือมีสติกเกอร์ปิดรอยสักให้บริการ ควรตรวจสอบเว็บไซต์หรือโทรถามล่วงหน้าก่อนเดินทางไปถึง
ญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวบ่อยแต่ส่วนใหญ่เบามากจนแทบไม่รู้สึก และอาคารมีมาตรฐานกันแผ่นดินไหวสูง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตลอดทริปจะไม่เจอเหตุการณ์ที่รุนแรง สิ่งที่ควรทำคือโหลดแอปเตือนแผ่นดินไหวก่อนเดินทาง และจำตำแหน่งจุดอพยพใกล้ที่พักไว้คร่าวๆ จะช่วยลดความกังวลได้มาก
แบบเดิมร้านค้าจะหักภาษีให้ทันทีตอนจ่ายเงินหน้าร้าน แต่ตั้งแต่พฤศจิกายน 2026 เปลี่ยนเป็นจ่ายเต็มราคารวมภาษีก่อน แล้วไปยื่นขอคืนเงินที่เคาน์เตอร์สนามบินตอนเดินทางออกจากญี่ปุ่น ต้องเก็บใบเสร็จทุกใบและเผื่อเวลาที่สนามบินให้มากขึ้นกว่าเดิม
ข้อมูลราคา กฎระเบียบ และเงื่อนไขวีซ่าในบทความนี้เป็นการสรุปทั่วไปสำหรับปี 2026 กฎเกณฑ์จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสถานทูตญี่ปุ่น การท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) หรือร้านค้าที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทางเสมอ เว็บไซต์นี้เป็นสื่อข้อมูลท่องเที่ยวอิสระ ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของรัฐบาลญี่ปุ่นหรือหน่วยงานใดๆ